เครื่องกรองน้ำขนาดใหญ่ หรือที่เรียกกันว่า Big Blue เพราะตัวโครง หรือ Housing เป็นพลาสติก สีน้ำเงิน ใช้กับไส้กรองน้ำขนาดความยาว 20 นิ้ว ใช้กันอยู่ในตู้น้ำดื่มแบบหยอดเหรียญ แต่ผมนำมาใช้งานภายในฟาร์ม เป็นการกรองน้ำเพื่อนำมาใช้งานภายในบ้าน โดยน้ำดิบที่ใช้ คือน้ำจากสระน้ำเล็กๆ ข้างบ้าน โดยผ่านการกรองหลายชั้น เริ่มจาก PP ไป Carbon Block ไป Resin ไป Gac Carbon ซึ่งเจ้าตัวสุดท้ายนี่แหละ ที่ทำให้น้ำไหลช้ามากๆ

ที่บ้านสวน ฟาร์มเพียร น้ำที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน เป็นน้ำจากสระข้างๆ บ้าน เป็นสระที่เคยเป็นน้ำเปรี้ยวเล็กน้อย แต่เพราะความเปรี้ยวของมัน น้ำจะใสมากๆ จึงคิดที่จะนำน้ำในสระนี่แหละ มาใช้ในบ้าน แต่เมื่อเวลาผ่านไป กว่าบ้านจะสร้างเสร็จ น้ำในสระลูกเล็กๆ ข้างบ้าน ก็เปลี่ยนสภาพไปแล้ว คุณภาพน้ำดีขึ้น ไม่เป็นน้ำเปรี้ยวเหมือนตอนแรก ค่า PH ของน้ำ เข้าใกล้ 7 มากๆ (สวิงขึ้นลงบ้าง เล็กน้อย ในการวัดแต่ละครั้ง) ก็เลยกลายเป็นแหล่งน้ำดิบ สำหรับใช้งานภายในบ้านไปเลย

จุดที่ฟาร์มเพียร ตั้งอยู่ ไม่มีน้ำประปาผ่านมาเลย ถนนก็ยังเป็นลูกรัง ทั้งที่อยู่เขตเทศบาล ได้ยินเรื่องเล่าต่อๆ กันมาว่า ติดปัญหาเรื่อง งัดข้อกัน ของกลุ่มผู้ที่ผ่านการเลือกตั้งท้องถิ่น คนนั้นไม่ชอบคนนี้ คนนี้เบื่อคนนั้น กลัวตรงข้ามจะได้หน้า การอนุมัติไม่เคยผ่านผู้รับผิดชอบได้เลย แม้จะผ่านการเลือกตั้งท้องถิ่นมากี่ครั้งกี่หน ปัญหาของคนในพื้นที่ ต้องคอยให้เค้าทะเลาะกันให้จบ งัดข้อกันให้แพ้ชนะ ปัญหาชาวบ้านถึงจะได้รับการแก้ไขกระมัง ไม่การเมือง แต่ขอบ่น

แต่ถึงอย่างไร ในระแวกนี้ บ้านที่มีท่อประปาผ่าน ใช้น้ำประปาได้ ก็เคยถ่ายภาพแสดงสีสันของน้ำประปา มาให้ดูกันอยู่ ว่าน้ำประปาระดับหมู่บ้าน มันไม่ใสหรอกนะ ถ้าอยากได้ใสๆ ก็คงต้องหาทางกรองน้ำกันเอาเอง ดังนั้น พึ่งตนเองนั่นแหละดีที่สุดแล้ว พอบ้านสร้างเสร็จ ก็หาทางนำน้ำจากสระข้างบ้าน นี่แหละมาใช้งานในบ้าน น้ำที่เคยใสแจ๋ว ตอนนี้ไมใสขนาดนั้นแล้ว แต่ก็ไม่ขุ่นมาก

น้ำในสระที่ดูดขึ้นมา จะผ่านการกรอง ด้วยตัวกรองทั้งหมด 5 กระบอก Big Blue ในตอนนี้ ที่ออกแบบเอาไว้ ซึ่งความจริงแล้ว ถ้าใช้น้ำปริมาณเยอะๆ เค้าจะไม่ใช่เครื่องกรองแบบบิ๊กบลู กับสารกรองขนาด 20 นิ้ว เพราะปริมาณน้ำที่ใช้ในแต่ละวันมันเยอะมาก จะทำให้สารกรองตันเร็ว หรือได้ประสิทธิภาพไม่เต็มที่ แต่ที่ฟาร์มเลือกใช้ตัวเลือกนี้ ในตอนนี้ เพราะมันสะดวก เร็ว และถูก

ไส้กรองแต่ละอย่าง มีหน้าที่ไม่เหมือนกัน เราจะออกแบบระบบกรองของเราเอง โดยคำนึงถึงน้ำดิบ ว่าน้ำดิบของเราเป็นอย่างไร มีอะไรในน้ำบ้าง เราต้องการขจัด กำจัด อะไรออกจากน้ำบ้าง ซึ่งน้ำในสระไม่ใสมาก นั่นหมายความว่า น้ำมีความขุ่นเล็กน้อย ด่านแรกเลยที่เราต้องใช้ก็คือ ไส้กรองน้ำ PP เพื่อกรองเอาความขุ่นออก แต่จะใช้สารกรองตัวอื่นๆ ก็ได้ เช่น แอนทราไซต์ ซึ่งผมเลือกใช้ PP เพราะมันถูก และเปลี่ยนง่าย (อนาคตใกล้ๆ คิดว่าอาจจะเปลี่ยนเป็นแอนทราไซต์ เพราะมันล้างได้)

จากนั้นก็มาผ่าน Carbon Block เพื่อขจัดกลิ่น ไม่พึงประสงค์ ซึ่งคาร์บอนช่วยได้มาก อาจจะช่วยขจัด เก็บจุลินทรีย์ที่อาจจะก่อโรคได้บางส่วนด้วย (ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจนัก ไม่มีเครื่องวัดอะไร) เมื่อผ่าน Carbon block มาแล้ว ต่อมาผมเลือกใช้ Resin เพื่อช่วยแก้ปัญหาเรื่องความกระด้างของน้ำ พวกหินปูน บางส่วนจะถูกขจัดออกไป ต่อมาก็เป็น Carbon Gac ซึ่งผมเลือกใช้เป็นกระบอกรีฟิล เพื่อจะได้ไม่ต้องซื้อแล้วทิ้ง เจ้ากระบอกพลาสติกกันบ่อยๆ

คาร์บอนบล็อค กับคาร์บอนเกร็ด หรือ Carbon Block กับ Cargon gac แตกต่างกันยังไง? ในเมื่อมันเป็นคาร์บอนเหมือนๆ กัน ซึ่งในตอนแรกผมเองก็สงสัยอยู่เหมือนกัน ว่าจะเลือกแบบไหนมาใช้กับระบบกรองน้ำใช้ดี สุดท้าย ก็ใช้ทั้งสองเลย เพราะคุณสมบัติมันต่างกัน ซึ่งจริงๆ แล้ว ความแตกต่างมันอยู่ที่เรื่องของ water flow ปริมาณการไหลของน้ำต่อนาทีนั่นแหละ คือความแตกต่างที่สำคัญ ของคาร์บอนทั้งสองแบบ (เมื่อไม่คำนึงถึง คุณภาพของคาร์บอน ว่าผลิตจากถ่านหิน หรือกะลามะพร้าว ในสารกรองทั้งสองแบบ)

คาร์บอนบล็อค (Carbon Block) น้ำจะไหลเข้าด้านข้างของแท่งกรอง นั่นหมายความว่า ตลอดความยาว 20 นิ้ว น้ำสามารถไหลเข้าได้หมด น้ำจะเข้าจากด้านนอก ไปสู่แกนกลาง แล้วพุ่งออกด้านบน เมื่อพิจารณาถึงขนาดพื้นที่ที่น้ำไหลผ่านได้ จะพบว่า กระบอกกรองแบบนี้ น้ำจะไหลผ่านได้ปริมาณมากๆ เหมือนกับ ไส้กรองน้ำ PP ซึ่งเป็นการกรองแบบ Deep Filter

เกร็ดคาร์บอน (Carbon Gac) ปริมาณน้ำที่ไหลผ่าน เกร็ดคาร์บอนแบบนี้ จะไหลได้ปริมาณต่อนาทีน้อยกว่า Carbon Block เพราะกระบอกกรอง หรือไส้กรองแบบนี้ ผิวด้านนอกจะเป็นพลาสติกทั้งหมด เหมือนกันไส้กรองเรซิ่น น้ำจะต้องไหลเข้ากระบอกกรอง จากด้านล่างเท่านั้น แล้วไหลออกทางด้านบน หมายความว่า ความหนาของสารกรองที่อยู่ในกระบอกทั้งหมด ตลอดช่วง เพื่อไปออกทางด้านบนของกระบอกกรอง (โดยปรกติ จะบรรจุสารกรองไว้ในปริมาณ 3 ใน 4 ของกระบอก) มีความหนาประมาณ 15 นิ้ว เพราะกระบอกยาว 20 นิ้ว ดังนั้น น้ำต้องไหลผ่านคาร์บอนด้วยระยะเวลาที่ยาวนานขึ้น ทำให้เกร็ดคาร์บอน สามารถที่จะเก็บกักจุลินทรีย์ หรือสารต่างๆ ที่ปะปนมากับน้ำ ไว้ในช่องว่างที่เล็กมากๆ ของเกร็ดคาร์บอน ได้มากขึ้น เมื่อเทียบกับ คาร์บอนบล็อค

เมื่อน้ำถูกบังคับให้ไหลผ่านคาร์บอน ที่หนา 15 นิ้ว จึงเป็นการกรองที่ละเอียดกว่าการกรองของ Carbon block ที่น้ำจะไหลผ่านไปได้อย่างรวดเร็ว เพราะความหนาของพื้นผิว ตามภาพตัดขวาง มันประมาณ 1 เซ็นกว่าๆ เท่านั้นเอง ดังนั้น ถ้าต้องการคุณภาพของน้ำที่ได้ ในเรื่องการกำจัดกลิ่น และ ขจัดจุลินทรีย์ไม่พึงประสงค์ (อีกทั้งทำให้น้ำมีรสชาติที่ดีขึ้นด้วย) ออกไปได้ด้วยรูพรุนของคาร์บอนนั้น ควรจะใช้ Carbon Gac แต่ถ้าต้องการปริมาณน้ำไหลผ่านสูงๆ น้ำแรงๆ โดยปัญหาเรื่องกลิ่นมีไม่มาก ก็เลือกใช้ Carbon Block เพราะประสิทธิภาพในการขจัดกลิ่น จะด้อยกว่าแน่นอน

ปัญหาไส้กรองสุดท้าย Carbon Gac ที่ผมบอกว่า มันมีปัญหาน้ำให้น้ำในระบบของผมไหลช้า นั่นเป็นเพราะว่า ด้านหัว และท้าย ของ ฟิลเตอร์ รีฟิล ที่ซื้อมา เค้าปิดห้ว ท้าย ด้วยใยสังเคราะห์ ที่ค่อนข้างจะละเอียด เมื่อใช้งานไปเรื่อยๆ คาร์บอนอาจจะเกิดการเสียดสี ขัดถูระหว่างกัน ในขณะที่น้ำไหลผ่าน เกิดเป็นฝุ่นผง(ที่เล็กมากๆ) ได้บ้าง เล็กน้อย เมื่อน้ำมาผ่านใยสังเคราะห์ที่ด้านบน ทางออกของน้ำ ใยสังเคราะห์ก็จะ เก็บกักฝุ่นตะกอนคาร์บอนเอาไว้ในตัวเองทั้งหมด ทำให้ใยสังเคราะห์ตันในที่สุด

อย่างที่บอกว่า กระบอกกรองของ Carbon Gac น้ำจะไหลเข้าจากด้านล่าง และออกทางด้านบน พื้นที่ ที่ยอมให้น้ำไหลผ่านได้ มันแค่พื้นที่หน้าตัดของทรงกระบอกเล็กๆ นี้ ซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 6 cm เอง ยิ่งถ้าใยสังเคราะห์ในกระบอกนั้น ตันทั้งด้านบน และด้านล่าง น้ำจะไหลผ่านไปได้น้อยมาก ทำให้โดยรวมของระบบกรอง น้ำจะไหลเบามากนั่นเอง

ฝาปิดหัว และท้ายของกระบอกกรอง จะมีใยสังเคราะห์อยู่เหมือนกับในภาพ แต่ใยสังเคราะห์นี้ เราจะเปลี่ยนเองแบบง่ายๆ ไม่ได้ เพราะตัวใยสังเคราะห์นั้น เป็นเส้นใยพลาสติก และยึดติดกับฝาทั้งด้านบน และด้านล่างด้วยความร้อน พร้อมๆ กับเอาตะแกรงพลาสติก มาเชื่อมติดด้วยความร้อนไปด้วย อีกชิ้นนึง ทำให้เราไม่สามารถจะแกะ ใยสังเคราะห์ออกมา ขยำ ทำความสะอาดได้ ถ้าไม่งัด ไม่แงะ

สาเหตุที่เค้าติดใยสังเคราะห์ไว้อย่างแน่นหนา คาดว่า น่าจะกลัวปัญหาเรื่องของแรงดันน้ำ ทำให้ใยสังเคราะห์หลุดออกมา และสารกรองจะเล็ดลอดออกไปจากกระบอกกรองได้ จึงติดประสานอย่างแน่นหนาด้วยความร้อนซะเลย และที่ใช้ความร้อนในการประสานชิ้นส่วนต่างๆ ที่เห็น เพราะชนิดของพลาสติก ที่ใช้ทำกระบอกกรองนี้ เค้าจะใช้พลาสติกชนิด PP หรือ PE เหมือนกับพลาสติกที่นำมาทำกล่องอาหาร เพราะสิ่งสกปรกจะไม่ติดผิว และกาวอะไรๆ ก็ใช้ประสาน ติดเนื้อพลาสติกชนิดนี้ไม่ได้เลย

ในคลิปวีดีโอ ในภาพที่นำมาประกอบนี้ เป็นฝาปิดกระบอกกรอง ที่ผมได้งัด และแงะ ออกมาล้างทำความสะอาดแล้วรอบนึง ได้ทดสอบด้วยการตักน้ำขึ้นมาแล้วปล่อยให้ไหลผ่าน เหมือนกระดาษกรองกาแฟ แบบนั้นเลย น้ำก็ไมหยดลงมาแม้แต่หยดเดียว ส่วนในคลิปวีดีโอนี้ เป็นการนำมาทดสอบให้ดู หลังจากล้างไปคราวก่อน และใช้งานไปสักระยะนึงแล้ว

ในภาพ จะเห็นว่า มียางสีดำๆ ติดอยู่ด้วย ซึ่งสิ่งนั้นคือซิลิโคน อย่าถามว่า Food grade ไหม เพราะมันไม่จำเป็น เนื่องจาก เป็นเพียงน้ำใช้ภายในบ้าน ไม่ได้นำมาบริโภค และถึงแม้จะนำน้ำมาบริโภค ด้วยขนาด และปริมาณเล็กน้อยมากขนาดนี้ ที่นำมาใช้ ถือว่าไม่มีผลกับน้ำเลยก็ว่าได้ เพราะเนื้อซิลิโคน เป็นวัสดุแข็ง ไม่ละลายน้ำ

ตอนแรกผมบอกว่า เนื้อพลาสติกที่ใช้ทำฝาปิด ทั้งบน และล่างนั้น ทำจากพลาสติก PP หรือ PE และพลาสติกชนิดนี้ จะใช้กาวใดๆ ติดไม่ได้ทั้งนั้น เพราะติดไม่อยู่ แล้วทำไมผมจึงใช้ซิลิโคนมาติด และติดเพื่ออะไร สาเหตุที่ผมนำมาติดนั้น จุดประสงค์แรกคือ พยายามอุดช่องว่างเล็กๆ ระหว่างเนื้อพลาสติกทั้งสองชิ้น เมื่อช่องว่างลดลง หรือเกือบจะไม่มี สิ่งที่ตามมาก็คือ ตะแกรงพลาสติกจะขยับตัว หลุดออกมาได้ยากขึ้น ไม่ใช่ติดแน่น เหมือนกับการประสานด้วยความร้อน
แรงดันน้ำที่กระทำต่อใยสังเคราะห์ จะไม่มาก ถ้าใยสังเคราะห์ไม่ตัน เพราะน้ำจะไหลผ่านไปได้เรื่อยๆ จนไม่เกิดแรงดันอะไรมากมายนัก แต่ถ้าใยสังเคราะห์ตันเมื่อไหร่ แรงดันน้ำจะเพิ่มขึ้นเกือบจะสูงสุด เพราะน้ำไหลผ่านได้น้อย เมื่อนั้นใยกรอง ใยสังเคราะห์ที่ปิดทับด้วยตะแกรงพลาสติก และทาด้วยกาวซิลิโคนนั้น มันจะหลุดออกมาได้ครับ แต่ถ้าอยากจะรู้ว่า ตันแค่ไหน และแรงดันขนาดไหน จะทำให้มันหลุดออกมาได้ ผมคงไม่ทดสอบให้ดูนะครับ


