พื้นที่ในฟาร์ม เป็นพื้นที่ถมใหม่ เนื่องจากพื้นที่เดิมเป็นดินนา พื้นที่อยู่ต่ำ ถ้าไม่ถมดินขึ้นมา น้ำจะท่วมขัง ทำอะไรไม่ได้เลย แต่จะยกพื้นที่ให้สูงมากก็ไม่ไหว ค่าใช้จ่ายสูง ก็ยกสูงแค่พอประมาณ แล้วพูนดินทำโคกทุเรียนแทน แต่ปัญหาก็จะมีมากกว่าสวนเก่าๆ ที่ทำกันมานาน เรื่องแรกเลย คือความอุดมสมบูรณ์ของดิน แม้เจ้าของรถไถ รถขนดิน จะเรียกดินของเค้าว่าหน้าดิน แต่จริงๆ แล้วมันคือดินที่ลึกลงไปเป็นเมตร ตราบใดที่ลักษณะดินยังร่วน มีดินปนทราย เค้าก็ยังเรียกหน้าดินอยู่

แต่ถ้าขุดลึกลงไปแล้ว พบกับดินที่เป็นลูกรัง ดินที่เป็นดินสอพอง ดินที่เป็นดินดาน ก็ว่ากันไป ว่าจะเอาไปทำอะไร จะขายใครได้บ้าง แต่อย่างน้อยเค้าก็ไม่เรียกหน้าดิน และไม่นำมาถมที่ให้กับเรา เพราะตามข้อตกลงคือ ต้องการหน้าดิน (แต่แปลงนี้ไม่ใช่ ใครหลอกได้ เค้าก็หลอกขาย ประสบการณ์บางอย่าง ก็ต้องเสียค่าโง่ ค่าเรียนรู้)

ดังนั้น หน้าดินในความหมายของผู้ขายดิน ที่กระหายเงิน กับผู้ต้องการซื้อดิน มันไม่ตรงกัน ดินที่เราได้มา ก็เลยเป็นดินชั้นล่างที่ธาตุอาหารเริ่มต้นไม่มี จุลินทรีย์ในดิน ไม่มี ความสมบูรณ์ของดินยังไม่มี หน้าดินแบบนี้ก็เลยเป็นแค่หน้าดินที่ปลูกอะไรไม่ขึ้น และต้องรอเวลาให้ดินพัฒนาตัวเอง เป็นดินที่ดี และสมบูรณ์ มีจุลินทรีย์ในดิน แบบปลูกอะไรก็งาม แต่กว่าจะไปถึงตอนนั้น เราก็ต้องแก้ปัญหาความโล้นของดินก่อน พ่อเคยสอนเอาไว้ว่า อย่าเปลือยดิน คำสอนของพ่อ เป็นจริงเสมอ

ดินบริเวณนี้ ประมาณ 2 งานได้ เป็นบริเวณที่โดนคนขายดินเค้าหลอกเอาดินสอพองมาเทให้ แล้วบอกว่าดินดี คนเมืองไม่เคยทำสวน อยู่แต่กรุงเทพ ก็เลยไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร เค้าบอกอะไรก็เป็นแบบนั้น แล้วค่อยมาเข้าใจเอาทีหลัง ปัญหาของดินแบบนี้คือ มันอุ้มน้ำมากๆ หน้าฝนเดินแล้วจม หน้าร้อน ดินแตกระแหง ปลูกไม้ผล จะไม่ได้ผล เพราะมันอุ้มน้ำนาน จับอดน้ำเพื่อให้ต้นไม้เครียดไม่ได้เลย ต้องทำโคกปลูกไม้ผล บนดินแบบนี้อีกที

ดินสอพองอยู่ใกล้กับสระตักดินขึ้นมา และหญ้าก็ไม่ขึ้นง่ายๆ เสียด้วย เมื่อฝนตกลงมา ก็จะไหลไปลงสระเรื่อยๆ ปลูกหญ้าแฝกไว้ ก็แทบจะไม่ยอมโต เพราะดินยังไม่มีอาหาร ขาดจุลินทรีย์ เมื่อเวลาผ่านไปเกือบปี จัดการงานต่างๆ ทั้งท่อ ทั้งทุเรียนตัวตัวเองคนเดียว ทั้งแปลง ประมาณ 50 กว่าต้นเสร็จ ถึงได้มีเวลาแก้ปัญหาสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่รอได้ รอบๆ สวนบ้าง ตรงหญ้าแฝกเหล่านี้ก็เป็นส่วนที่ต้องแก้ไข ไม่งั้นดินคงไปอยู่ในสระหมดแน่ๆ

เริ่มจากหญ้า ซึ่งบอกตามตรงว่า ผมไม่รู้หรอกว่ามันคือหญ้าอะไร ตัดมาได้ ก็นำมาห่มดิน ปิดใกล้ๆ กับต้นหญ้าแฝก ที่ใกล้จะตาย เพราะอยู่แบบธรรมชาติ ฝนตกก็ได้น้ำ ฝนหายก็อดไป ไม่มีเวลามาดูแล หญ้าที่ตัดมาได้ ก็มีไม่เยอะ จึงใช้วิธีบังด้านบน เพื่อช่วยดักดินที่จะไหลลงไปในสระด้วย ใช้ประโยชน์สองอย่างเลย

ปัจจุบัน หญ้าแฝกก็ยังไม่ตาย เพราะมีการคลุมดินเอาไว้ในตอนนั้น แต่ก็ยังไม่ค่อยโต คงไม่ค่อยชอบดินแบบนี้ แต่กระถินเทพา กระถินณรงค์สิ โตดี โตง่าย เกือบจะเป็นต้นไม้ที่ไม่ได้ปลูกชนิดเดียวเลย ในพื้นที่นี้ ที่โตเองได้ และโตดี จึงปล่อยเอาไว้ให้มันโต แต่ตัดกิ่งไว้ไม่ให้สูง สิ่งที่เราได้จากต้นกระถินณรงค์คือกิ่งไม้ ใบไม้ นำมาคลุมดินต่อไปๆ เค้าว่ากันว่า ใบกระถินเทพาเป็นพิษ แต่มันคลุมดินได้ และช่วยให้หญ้าขึ้นได้ แบบนี้ก็เพียงพอแล้ว ใบที่กางออกของต้นกระถิน ทำให้มีต้นหญ้าเล็กๆ เกิดขึ้นภายใต้ร่มไม้ รากของต้นกระถินแข็งแรง ก็ชอนไชดินไป รากหญ้าก็เดินตามๆ ไป เป็นการพึ่งพาอาศัยกัน เดี๋ยวดินก็ดีขึ้นเอง ดีกว่าปล่อยดินโล้นๆ ให้แดดส่องถึง แล้วไม่มีต้นอะไรขึ้นเลย แม้แต่ต้นหญ้า ลมก็พัดพาเอาจุลินทรีย์หน้าดินไปหมด อีกกี่ปีดินถึงจะดีกัน

ลองแล้ว เห็นประโยชน์แล้ว คำที่พ่อสอนไว้ เป็นความจริงเสมอ จึงนำมาเขียนบันทึกบอกเล่ากันเอาไว้ ว่าควรทำตามที่พ่อสอน



